Ashes of Time : เถ้าธุลีของกาลเวลา
ห้วงนภาแสนอ้าง ว้างและเดียวดาย
ยามดื่นดึกเมื่อตะวันหลับไหล จันทร์แรมฉายแสงค่อนคืน
ใต้เงาจันทร์... คนผู้หนึ่งนั่งเคียงกับสหาย ร่ำสุราร่วมกัน
สุราวิเศษที่ทำให้ลืมทุกสรรพสิ่งในห้วงความทรงจำ ...
Ashes of Time บอกเล่าเรื่องราวของ ตัวละครจากอมตะนิยายกำลังภายในเรื่องมังกรหยกโดยยกเอาตัวละครอย่าง อ้าวเอี้ยฮง (พิษประจิม), อึ้งเอี๊ยซือ (มารบูรพา) , อั้งชิดกง ฯลฯ มาเล่าเรื่องในรูปของ"ภาคต้น" ซึ่งเขียนเป็นบทภาพยนตร์ใหม่ขึ้นมาโดยขยายความให้เห็นถึงเหตุแห่งที่มาของ พฤติกรรมต่าง ๆ ของตัวละครเหล่านี้อันปรากฏในเรื่องมังกรหยก (เช่น การเป็นคนเก็บตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครของ อึ้งเอี๊ยซือ)
ตัวละครทั้งหลายในเรื่องนี้ต่างถูก "ความทรงจำ" และ "จิต" ของตัวเองทำร้ายอยู่เสมอ..
หากจะมองในแง่ทฤษฎีของฟรอยด์ ... พวกเขาเหล่านี้ต่างก็มีอาการป่วยทางจิตต่างกันไป..
ทฤษฎีของฟรอยด์กับพฤติกรรมของตัวละครในเรื่อง
หากย้อนกลับไปดูภาพยนตร์เรื่อง Ashes of Time กันอีกครั้งโดยยืนอยู่บนหลักความรู้ความเข้าใจทางด้านจิตวิเคราะห์ซึ่งอิง มาจากทฤษฎีทางจิตวิเคราะห์ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ อีกทีนั้น เราจะพบได้ว่าตัวละครแต่ละตัวในเรื่องนี้ต่างมี "บุคลิกทางจิต" ที่แตกต่างกันไปและหลายคนยังแสดงความซับซ้อนทางจิตที่อาจเข้าข่ายเดียวกัน กับหลากหลายข้อสังเกตทางจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์
เริ่มกันที่ฉากเปิดเรื่อง
ฉากแรกของเรื่องนั้นเป็นฉากน้ำทะเลที่ไหลเอื่อย กล่องแช่อยู่นานก่อนจะตัดไปจับที่ใบหน้าของอ้าวเอี้ยฮง และ อึ้งเอี๊ยะซือ แล้วจากนั้นก็จับมาที่ภาพการระเบิดของภูเขาโดยฝีมือเพลงยุทธของทั้งคู่
ฉากนี้เป็นฉาก "อารมณ์สองด้าน" ระหว่างการดวลของทั้งคู่ คือทั้งความนิ่งสงบที่ปรากฏออกมาในรูปแบบของทะเลไหลเอื่อย และความรุนแรงที่ปรากฏออกมาในรูปแบบของการทำลายล้างภูเขา
ตามทฤษฎีของฟรอยด์นั้น สถานะของจิตปรากฏอยู่ ๒ สถานะ คือ
๑. สถานะจิตรู้สำนึก
- จิตใจส่วนนี้เป็นส่วนที่สามารถตระหนักถึงความคิดและการกระทำของตน เป็นส่วนที่รับรู้ขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ ของความคิด เป็นบ่อเกิดของแนวความคิดและความเข้าใจ เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้เหตุผลและค้นหาความเป็นจริง รวมไปถึงการแสดงพฤติกรรมในสังคมที่ได้รับการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม
๒. สถานะจิตไร้สำนึก
- จิตใจส่วนนี้เป็นส่วนที่เราใช้เก็บหรือสกัดกั้นทุกสิ่งทุกอย่งที่เราไม่ได้ รับอนุญาติให้มองหรือสำรวจ ดังนั้น ข้อมูลที่มีอยู่ในจิตใจส่วนนี้จึงมักเป็นข้อมูลที่เข้าถึงได้ยากมาก ประวัติของเราส่วนใหญ่ก็อยู่ในจิตใจส่วนี้และมีเพียงบางคนเท่านั้นที่ สามารถเปิดเผยข้อมูลในจิตไร้สำนึกได้โดยผ่านกระบวนการของการสะกดจิต
หรือสรุปกันอย่างย่อ จิตรู้สำนึก คือ การแสดงออกทางการกระทำที่ตระหนักรู้แล้ว ต่างกับ จิตไร้สำนึก ซึ่งเป็นการแสดงออกซึ่งการกระทำที่ไร้การตระหนักรู้ มักเป็นไปโดยสัญชาติญาณของผู้กระทำ
ฉากนี้ทะเลแฝงนัยของการ "รู้สำนึก" ที่แสดงออกผ่านทางกริยาอาการสำรวม สงบ ของทั้งสองก่อนการต่อสู้ เหมือนกับการเคลื่อนไหวอย่างเอื่อยเฉื่อยของน้ำทะเลไปตามธรรมชาติ กลับกันในทางยุทธนั้น ความสงบเป็นการรวบรวม "จิต" ของตนให้เพ่งเล็งจดจ่ออยู่กับการต่อสู้ข้างหน้า ซึ่งเมื่อถึงเวลาจิตจะสั่งการให้ร่างกายพุ่งกำลังที่มีทั้งหมดไปยังจุดที่ ต้องการจู่โจม ยังผลที่รุนแรงและรวดเร็ว แม่นยำ
กลับกันเมื่อฉากของทะเลแฝงนัยการ "รู้สำนึก" ฉากการทำลายภูเขาก็เป็นการแสดงออกถึงสถานะ "จิตไร้สำนึก" ได้
อันเนื่องจากจิตไร้สำนึกของคนเรานั้นมักจะแสดงออกด้วย "ความรุนแรง" เป็นที่ตั้ง ผลที่ได้รับจึงกลายเป็น "การทำลายล้าง" ทั้งต่อตนเองและสิ่งรอบข้าง บางครั้งเช่นกันที่จิตไร้สำนึกนี่เองที่ชักนำให้คนที่ดูเป็นปกติธรรมดา อย่างที่สุด แสดงพฤติกรรมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการทำลายล้างอย่างเต็มรูปแบบ
จิตไร้สำนึกของมนุษย์แฝงตัวออกมาในรูปแบบของ "การโมโห" หรือ "โทสะ" นั่นเอง
ถ้าการกระทำของตัวละครในฉากเปิดเรื่องที่มาพร้อมกับความสงบก่อนการประลอง ยุทธนั้นเป็นตัวแทนของการแสดงจิตรู้สำนึกภายในจิตใจของตนแล้ว
การทำลายล้างในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ที่เต็มไปด้วยการตัดต่อภาพที่รวดเร็ว สลับ ระหว่างการเคลื่อนไหวของตัวละครทั้งสองตัวกับภาพภูเขาที่ทลายลงจากวิชา กำลังภายในของทั้งคู่ ก็นับเป็นตัวแทนของการแสดงจิตไร้สำนึกที่เปิดเผยออกมาจากจิตใจของตัวละคร โดยที่ไม่คาดคิดไว้ (เพราะคู่ต่อสร้างต่างเป็นมนุษย์ทั้งคู่ มิใช่เป็นภูเขาหรือธรรมชาติรอบด้านเป็นอย่างใด หากจะบอกว่า ภูเขาเป็น "องค์ประกอบ" ที่จงใจให้มีการทำลายก็คงจะเป็นการคลาดเคลื่อนจากความตั้งใจเดิมของผู้กระ ทำเป็นแน่)
ว่าด้วยการเล่าเรื่อง
วิธีการรักษาทางจิตวิทยาที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ การให้ผู้ป่วย "เล่า" ให้แพทย์ที่ทำการรักษาฟัง โดยแพทย์จะจับอาการทางกายและใจของผู้ป่วยที่ปรากฏต่อเรื่องเล่านั้น หลายครั้งที่อาการป่วยมักเป็นเพียงความวิตกกังวลเล็ก ๆ หรืออาจเป็นถึงปมปัญหาลึก ๆ ภายในจิตใจที่แฝงเร้นจนกลายเป็นจิตใต้สำนึกของผู้ป่วยที่มักแสดงปฏิกิริยา ต่อสิ่งที่ "กระตุ้นเร้า" ต่อปัญหาภายในจิตใจนั้น เช่น เมื่อผู้ป่วยมีอาการหวาดกลัวสิ่งใดเป็นพิเศษ ก็มักจะมีอาการทางร่างกายที่ตอบสนองเมื่อได้พบเจอหรือสัมผัสกับสิ่งนั้น อย่างกรณีการที่ผู้ป่วยมีความกลัวต่อความมืด เมื่ออยู่ในความมืดโดยไม่ทันตั้งตัวหรือจำเป็น ผู้ป่วยอาจจะเหงื่อแตก เกิดอาการวิงเวียน หรือคลื่นไส้ ตัวสั่น ฯลฯ เป็นต้น
แพทย์ผู้รับการรักษาจึงมักจะใช้วิธีการค้นหาปมปัญหาภายในจิตใจจากการระบาย ของผู้ป่วยผ่านทางการ "เล่า" โดยเชื่อว่า "การปลดปล่อย" ของผู้ป่วยจะนำไปสู่การเปิดเผยปมปัญหาลึก ๆ ภายในจิตใจ
ภาพยนตร์เรื่องนี้ ใช้ตัวละคร "อ้าวเอี้ยฮง" เป็นผู้เล่า หรือ หากจะพูดให้ตรงกว่าก็คือ ตัวละครนี้ทำหน้าที่เปรียบเสมือน "ผู้ป่วย" โดยเล่าเรื่องราวของตนที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวละครอื่น ๆ ในเรื่อง โดยในแต่ละเรื่องจะเปิดเผยปมปัญหาภายในจิตใจของตัวเอง เช่น เมื่อคราวที่เล่าถึงตัวละครอั้งชิก อ้าวเอี้ยฮง ได้เปรียบตนกับอั้งชิกว่ามีความละม้ายคล้ายคลึงกัน เมื่อแรกที่อ้าวเอี้ยฮงได้ออกท่องยุทธภพ เขาก็ได้ละทิ้งหญิงที่ตนรักไว้เบื้องหลัง แต่เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งเขากลับพบว่า หญิงที่ตนรักได้แต่งงานกับชายอื่น (ซึ่งในที่นี้เป็นพี่ชายของเขาเอง)ไปเสียแล้ว
แตกต่างกับตัวละครอั้งชิก ที่ท้ายที่สุดเขาตัดสินใจที่จะท่องยุทธภพพร้อมกับภรรยา
นั่นแสดงให้เห็นถึง ปมที่อ้าวเอี้ยฮงผิดพลาดในการตัดสินใจเกี่ยวกับความรักจนทำให้เขากลายเป็น คนสันโดดในเวลาต่อมา ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างมาอยู่ยังทะเลทรายที่อ้างว้าง โดดเดี่ยว ห่างไกลผู้คน
การเล่าเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เปรียบเสมือนการที่ตัวละคร อ้าวเอี้ยฮง มานั่งเล่าเรื่องของตนให้กับผู้ชมซึ่งเป็นเสมือน "นายแพทย์" ผู้ต้องค้นหาเอาปมปัญหาลึก ๆ ภายในจิตใจของอ้าวเอี้ยฮง ออกมาผ่านทางเรื่องเล่า (ซึ่งนั่นก็แล้วแต่ผู้ชมที่จะสามารถ "จับความ" ของปัญหาภายในจิตใจตัวละครจากเรื่องราวที่เล่าออกมาได้ตามแต่ตน เสมือนกับแพทย์แต่ละคนที่ความสามารถจะจับเอาปัญหาของคนไข้ในปมทางจิตใจต่าง ๆ จากการเล่าเรื่องของคนไข้เอง แตกต่างกันออกไป)
การเล่าเรื่องของ อ้าวเอี้ยฮง นั้น เป็นการเล่าเรื่องที่มีบุคคลอื่นเข้ามามีบทบาทในเรื่องราวของตนด้วย แต่ก็เพราะเป็นการเล่าเรื่องของ อ้าวเอี้ยฮง เองนั่นแหล่ะ ที่ความเข้าใจต่อจิตใจของตัวละครใด ๆ ที่ปรากฏในเรื่องต่างก็เป็น "ความเข้าใจของตัวอ้าวเอี้ยฮง" ทั้งนั้น
ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ตัวละครตัวอื่น ๆ จะไม่มีบทบรรยายความรู้สึก ความคิด ของตัวเอง เฉกเช่น อ้าวเอี้ยฮง ก็เพราะ ตัวละครเหล่านั้นมิใช่ "ผู้เล่าเรื่อง" นั่นเอง
บอกเล่าเรื่องราวของผู้ที่ยัง "ไม่หลุดพ้น"
ยังมีอีกตัวละครหนึ่งที่มีความน่าสนใจทางจิตวิทยามาก กล่าวคือ อาจเป็นตัวละครที่แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่รุนแรงของ "จิตไร้สำนึก" ที่ปรากฏออกอย่างเห็นได้ชัด
ตัวละครนั้นคือ มู่หยงอิน และ มู่หยงเอี้ยน
ทั้งสองตัวละครนี้เดิมในความเข้าใจแรกเริ่มของผู้ชมและ อ้าวเอี้ยฮง (ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่องให้กับผู้ชม) คือ ตัวละครที่เป็นพี่ชายกับน้องสาว ต่างเป็นทายาทสกุล "มู่" ทั้งคู่
มู่หยงอิน นั้นเป็นผู้ที่มีความแค้นฝังลึกกับ อึ้งเอี๊ยะซือ เนื่องจาก "เขา" ได้พบกับอึ้งเอี๊ยะซือ ณ เมือง ๆ หนึ่งและได้ร่ำสุราด้วยกัน ระหว่างที่เมามายนั้น อึ้งเอี๊ยะซือ ได้บอกกับ มู่หยงอิน ว่าหากตัวมู่หยงอิน มีน้องสาวละก็ เขาจะขอแต่งงานด้วยทันที แต่เมื่อทั้งสองได้ตกลงกันเป็นอย่างดีว่า จะมีการนัดพบกันระหว่าง อึ้งเอี๊ยะซือ กับ มู่หยงเอี้ยน ผู้เป็นน้องสาวของมู่หยงอิน กาลกลับว่า อึ้งเอี๊ยะซือ ไม่ได้มาตามนัด ยังความแค้นให้แก่ มู่หยงอิน และความเศร้าโศกอย่างสุดซึ้งแก่ มู่หยงเอี้ยน ที่ถูกหักรักไปเสีย
มู่หยงอิน และ มู่หยงเอี้ยน ต่างเดินทางมาพบกับ อ้าวเอี้ยฮง เพื่อจ้างให้ฆ่าคนที่ตนต้องการ
มู่หยงอิน ต้องการให้ฆ่า อึ้งเอี๊ยะซือ ที่ทำให้น้องสาวของเขาต้องปวดร้าวใจ
ส่วน มู่หยงเอี้ยน ต้องการให้ฆ่า มู่หยงอิน ผู้เป็นพี่ชายเสีย เพื่อเขาจะได้ไม่ฆ่า อึ้งเอี๊ยะซือ และไม่ขัดขวางความรักระหว่างนางกับเขาด้วย
แต่เมื่อนานไป อ้าวเอี้ยฮง จึงได้สงสัย (และผู้ชมด้วย) เนื่องจากการตัดต่อของภาพที่สลับกันระหว่างการสนทนาของทั้งคู่และรูป หน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างยิ่งของทั้ง มู่หยงอิน และ มู่หยงเอี้ยน
ในคืนหนึ่ง เมื่อ มู่หยงอิน ได้เมามายจากรสสุรา ทำให้ "เขา" ได้แปรสภาพกลายเป็น "เธอ" โดยจากการสนทนากับอ้าวเอี้ยฮงนั้น นางได้ "แสดงตน" เป็น มู่หยิงเอี้ยน ทั้ง ๆ ที่แต่งกายเป็นชายแบบ มู่หยงอิน และด้วยความเมามายนั่นเองที่ทำให้ไม่สามารถแยกแยะว่า ตนคือใคร และ อ้าวเอี้ยฮง กลับกลายเป็น อึ้งเอี๊ยะซือ ในเวลานั้น
หากมองกันตามหลักจิตวิเคราะห์แล้ว เราจะเห็นว่า ตัวละคร "มู่" ทั้งคู่ แม้จะมีลักษณะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทางการกระทำ แต่ในทางกายภาพแล้วทั้งคู่ต่างเป็นคน ๆ เดียวกัน โดยภาวะที่มนุษย์สามารถสร้าง "บุคลิก" ของตนแตกออกจากตัวตนเดิมได้นั้น มีตัวอย่างให้เห็นจริงทางจิตวิทยามามาก โดยมีตั้งแต่บุคคลที่มี ๒ บุคลิก หรือมากกว่านั้น ลักษะนี้เรียกว่า "จิตเภท"
เราไม่ทราบว่า ตัวละคร "มู่" นั้นแตกบุคลิกของตนออกเป็น ๒ ตั้งแต่เมื่อใด เพราะเรื่องราวที่ได้รับรู้นั้นมาจากการ "เล่า" ในมุมมองของอ้าวเอี้ยฮงเท่านั้น แต่เราอาจคาดเดาสาเหตุของการแตกบุคลิกของตนออกมานั้น น่าจะมาจากสาเหตุของความผิดหวังในความรักที่มีต่อ อึ้งเอี๊ยะซือ เป็นเหตุสำคัญ
ความซับซ้อนทางบุคลิกของตัวละครนี้นอกจากจะแสดงออกมาทางภายนอกซึ่งหมายรวม ถึงการแต่งตัว สีหน้า ท่าทาง และทรงผม แล้ว ยังหมายรวมถึงภายในที่แสดงออกทาง การพูด ทั้งน้ำเสียงและวิธีการพูด ที่สอดคล้องกับท่าทางขณะพูดนั้นด้วย และที่น่าสนใจที่สุดคือการที่ผู้สร้างได้ใช้ "ชื่อ" ของตัวละครเป็นตัวบอกสำคัญถึงความแตกแยกและเป็นหนึ่งในตัวละครนี้
เพราะตัวละครนี้มีชื่อทางภาษาอังกฤษ ว่า Yin และ Yang (หยินและหยาง) อันเป็นหลักสำคัญทางจิตที่หมายถึง ภาวะที่จิตมีทั้งด้านมืดและด้านสว่างในบุคคลเดียวกัน
หยินและหยาง จึงเป็นความสมดุลทางจิตที่ถ่วงดุลกันระหว่างจิตรู้สำนึกและจิตไร้สำนึก (การที่ "สัญลักษณ์" หยินและหยาง เป็น วงกลม อันหมายถึง การรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียว) อาจรวมไปถึงจิตด้านดีและด้านชั่วที่แสดงออกเป็น "สี" ของหยินและหยาง (ดำกับขาว) และ อาจหมายถึงความแตกต่างอย่างสุดขั้วของสองสิ่งที่รวมอยู่ในสิ่งเดียวกัน (สีดำและขาวที่อยู่ภายในวงกลมเดียวกัน)
แต่สัญลักษณ์ทางจิตที่ซ้อนทับอยู่ในเรื่องอย่างเด่นชัดคือ การกักขังตัวตนอีกด้านของตนเอาไว้ภายในร่างเดียวกันนั้น(ตัวละคร "มู่" ทั้งคู่) ผ่านทาง "กรงนก" ที่ปรากฏในฉากเดียวกันกับตัวละคร "มู่"
ตัวละคร "มู่" นั้นมักจะถูก "ทาบทับ" ด้วยเงาของกรงนกเสมอ เสมือนการบอกว่า ภายใต้ร่างของตัวละครนี้นั้นได้ถูก "กรง" ที่กักขังจิตใจอีกด้านเอาไว้ภายใน หรือ การปกปิด "อีกตัวตน" ของตนเอาไว้
....เมื่อกรงของนกตกและพังอยู่กับพื้น ประจวบเหมาะกับการที่ตัวตนของ "มู่หยงอิน" (เครื่องแต่งกาย) และ "มู่หยงเอี้ยน" (ทางวาจา)ได้เป็นอิสระออกมาผ่านทางการสนทนากับอ้าวเอี้ยฮง ในร่างเดียวกัน...
บทสรุปของเรื่องราว
จากการ "เล่าเรื่อง" ของอ้าวเอี้ยฮง ผ่าน "เรื่องย่อย" ๓ - ๔ เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับตัวละครที่รายรอบตัวเค้ามากมาย และค่อย ๆ เผยปมทางจิตใจของเขา (รวมทั้งตัวละครอื่นๆ) อันนำไปสู่พฤติกรรมที่ปรากฏในนิยายมังกรหยก ซึ่งกิมย้งแต่งขึ้นก่อนปี ๑๙๖๐ ขณะที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างแล้วเสร็จและออกฉายเมื่อปี ๑๙๙๔ นับเนื่องเป็นเวลากว่า ๓๔ ปีที่ "ต้นเรื่อง" ของมังกรหยกจะปรากฏออกมาในรูปแบบภาพยนตร์และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าก็คือเรื่อง นี้ (Ashes of Time) ถูกผู้อื่นเขียนบทขึ้น มิใช่ ตัวกิมย้ง ผู้แต่งนิยายต้นเรื่องเอง แต่กลับคลายปมปัญหาภายในจิตใจของตัวละครที่ปรากฏในนิยายต้นเรื่องได้เป็น อย่างดี และปมภายในจิตใจเหล่านี้เองที่สอดคล้องเหมาะสมกับการนำมาวิจารณ์ทางทฤษฎี จิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ได้เป็นอย่างดี
อ้าวเอี้ยฮง ตัดสินใจทิ้งกระท่อมกลางทะเลทรายและกลับไปอยู่ยังภูมิลำเนาเดิมของตนที่หุบ เขาไป่ถั่ว หลังจากได้รับจดหมายจากอึ้งเอี๊ยะซือ แจ้งข่าวการเสียชีวิตของหญิงที่ตนรัก เขาเลือกที่จะ "เผา" กระท่อมนั้นทิ้งและเดินทางไปตามลำพัง
จะเห็นว่า ฉากที่ อ้าวเอี้ยฮง ปรากฏตัวในตอนท้ายนั้น เต็มไปด้วยความว่างเปล่าและโดดเดี่ยวของทะเลทราย ตัวละครที่ผ่านเข้ามาในเรื่องนั้นล้วนได้จากเขาไปหมดแล้ว จะด้วยการตาย,การพรักพราก หรือ การอำลา ทิ้งไว้เพียงอ้าวเอี้ยฮงแต่เพียงผู้เดียว
การเลือกใช้สีแดงก็นับเป็นประโยชน์ เพราะยังผลให้เกิดความรู้สึก ร้อน ปวดร้าว ผนวกกับความว่างเปล่าของฉากทะเลทรายที่ปรากฏ ทำให้ผู้ชมสามารถสัมผัส "ความเจ็บปวด" ของอ้าวเอี้ยฮงได้ ทดแทนการใช้สีดำหรือสีที่ทะมึนกว่าเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเหงา แต่อาจไม่ยังผลให้รู้สึกถึง "ความรุนแรง" ทางความรู้สึกของตัวละครได้เท่ากับสีแดง กระทั่งการ "เผาไหม้กระท่อม" นั้นก็แสดงให้เห็นถึง "ความรุนแรง" ที่เคลือบแฝงอยู่ภายใต้จิตใต้สำนึกลึก ๆ ของเขา แต่ก็เพื่อการทำลายสิ่งที่จะทำให้เขา "หวนระลึก" ได้ถึงเรื่องราวในอดีตขณะที่อยู่ในทะเลทรายต่างหาก การเผากระท่อมของอ้าวเอี้ยฮง จึงเสมือนการทำลาย "ปมปัญหา" ในจิตใจอันเกิดจากอดีตของตน ผนวกกับการมุ่งหน้าออกเดินทางไปจากทะเลทรายนั้นก็นับเป็นการเลือกที่จะทิ้ง ให้ "อดีต" ของตนกลายเป็นฝุ่นผงอยู่ปะปนในฝุ่นทรายมากกว่าที่จะให้ตั้งมั่นเป็นสิ่งก่อ สร้างที่เห็นได้ชัด
...การกำจัด "ปมปัญหาภายในจิตใจ" ของอ้าวเอี้ยฮง สำเร็จเสร็จสิ้น โดยแสดงออกมาในรูปของ การ "เผาทำลายสิ่งที่มีอดีต" กับการ "ลาจากสถานที่มีอดีต" นั่นเอง...
สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ "เล่า" ให้เราได้รับรู้อยู่ตลอดเวลา ก็คือ การที่ "อดีต" ตามมายังผลให้เกิดการกระทำต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทั้งความคิดและการกระทำของตัวละครทุกตัวในเรื่องนั้นก็ถูกแรงผลักดันทางจิต ใจให้เลือกที่จะอยู่ หรือ เลือกที่จะเป็น เช่น การที่ตัวละคร จอมยุทธตาบอด ที่ "อดีต" ของเขาคือ อึ้งเอี๊ยะซือ แย่งชิงหญิงที่ตนรักไป ทำให้เคียดแค้น , ชิงชัง ในตัวอึ้งเอี๊ยะซือ ทั้งที่แท้จริงทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อน และ การโหยหา "ดอกท้อ" ของเขาก่อนที่ตาจะบอดไปนั้น ก็เป็นการแสดงออกถึงการโหยหา "อดีต" ของตนที่สลัดไม่ออกไปจากจิตใจนั่นเอง กระทั่งตัวละครที่ปรากฏตัวน้อยและไม่มีบทพูดเลยอย่าง ตัวละครที่เป็นคนรักของ อึ้งเอี๊ยะซือ และอดีตคนรักของ จอมยุทธตาบอด (หรือ "ดอกท้อ" นั่นเอง) ที่ปรากฏตัวในฉากที่นางลูบคลำ "ม้า" ของตน ซึ่งม้านั้นเปรียบเสมือน "สัญลักษณ์ทางเพศของผู้ชาย" ดังคำกล่าวว่า ชายชาติอาชาไนย นั่นเอง การที่นางลูบคลำอย่างถวิลหา ก็คือ การที่นางแสดงออกต่อการโหยหาตัว อึ้งเอี๊ยะซือ
แต่สิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทิ้งไว้เป็นสัจธรรมที่เป็นจริงของผู้ที่ กำลังลุ่มหลงในสิ่งใด ๆ ทั้งหลายในโลกนี้ไม่เว้นกระทั่ง "อดีตของตน" ในตอนจบ ก็คือ ..
...ความว่างเปล่านั่นเอง ...
เครดิตจาก
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=pap-faize&month=04-2007&date=22&group=4&gblog=8