แม่มด, ดนตรีแจ๊ซ, การลงทัณฑ์ และ Fly me to the moon. นี่คือคำนิยามที่ Hideki Kamiya บิดาแห่งเกมแอคชั่นยุคใหม่ผู้เคยฝากผลงานมาแล้วกับเกมอย่าง Devil May Cry, Biohazard2, Viewtiful Joe และ Okami ให้กับเกมแอคชั่นแห่งปี 2009 ที่เค้าถึงกับเกริ่นเอาไว้ ว่านี่จะเป็นการปฏิวัติวงการเกมแอคชั่นอีกครั้ง มันคงกลายเป็นแค่ลมปาก ถ้า Bayonetta ไม่ใช่เกมที่ 12 ในประวัติศาสตร์ของนิตยสาร Famitsu ที่ได้คะแนนเต็ม 40/40
อะไรที่ทำให้ Bayonetta ดูน่าหลงไหลมากขนาดนั้น เมื่อมองโดยรวมแล้ว Bayonetta ไม่ได้นำมาซึ่งความแปลกใหม่ใดๆเลย ไม่ว่าจะเป็นแนวเกม, รูปแบบการเล่น, หรือองค์ประกอบอื่นๆ เพราะล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งของที่มีอยู่แล้วในวงการทั้งสิ้น โชคดีที่ Kamiya มีความแยบยลในการจับสิ่งของเหล่านี้มาผสมกันจนกลายเป็นประสบการณ์ที่นักเล่นเกมทั้งที่เป็นคอเกมแอคชั่น และนักเล่นเกมทั่วไป ไม่สามารถพลาดอย่างเด็ดขาด
Bayonetta เริ่มต้นที่เรื่องราวของแม่มดสาวนามว่า Bayonetta (คิดง่ายดีแฮะ - -") ผู้ซึ่งไม่สามารถจดจำอดีตของตนได้ รู้แต่เพียงว่าปัจจุบันมีสหายอยู่สองคน Rodin และ Enzo คอยให้การสนับสนุนอยู่ จนกระทั่งวันนึงที่มีเหตุการณ์ทำให้เธอได้พบกับแม่มดสาวอีกคนนามว่า Jeanne ผู้ที่ดึงเธอกลับสู่เรื่องราวทั้งหมดอันเป็นบ่อเกิดของเหตุการณ์การล่มสลายของสองเผ่าพันธ์ โดยมี Luka หนุ่มนักข่าวผู้ตามล่าตัว Bayonetta ที่เค้าเข้าใจว่าเป็นคนฆ่าบิดาของตนมาโดยตลอด และ Tereza เด็กสาวลึกลับที่ Bayonetta พบระหว่างทาง เป็นเพื่อนร่วมผจญภัยอย่างไม่ได้ตั้งใจ
การออกแบบตัวละคร Bayonetta ถูกวางพื้นฐานมาตามสไตล์ดั้งเดิมของ Kamiya นั่นก็คือ เก๋า, เท่ห์, เซ็กซี่ (อันนี้ไม่มีใน Dante และ Joe), กวน teen และเก่งในเวลาเดียวกัน แต่ตัว Bayonetta เองก็มีเอกลักษณ์มากพอที่จะฉีกภาพของตัวละครเกมอื่นๆของ Kamiya ได้ ไม่ใช่แค่เพราะเป็นผู้หญิง แต่เป็นการเป็นแม่มด ที่ชอบดูดอมยิ้ม เกลียดแมลงสาบและเด็กขี้ร้อง ชอบเต้นพร้อมโพสท่าเซ็กซี่ได้ตลอดเวลา มีความสามารถในการใช้คาถาเพื่อเรียกสัตว์อสรูที่ออกมาจากเส้นผมตนเอง และทำให้เธออยู่ในโหมดเกือบเปลือยทุกครั้ง เชื่อว่านี่คือการฉีกการออกแบบตัวละครเอกแนวแอคชั่นแบบที่หนุ่มต้องถูกใจอย่างแน่นอน ในส่วนของตัวละครอื่นนั้น ค่อนข้างชัดเจนว่าเข้ามาเพื่อเป็นตัวประกอบ แต่ความชัดเจนในเป้าหมายของแต่ละครก็ถูกเล่าออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา จนไม่รู้สึกว่าใครเด่นกว่าใครเป็นพิเศษ
วิธีการเล่าเรื่องของ Bayonetta มีทั้งฉากคัทซีนปกติ และฉากคัทซีนแบบ Photo Frame ที่เป็นภาพนิ่งแล้วขยับภาพไปทีละภาพ ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจ (แม้จนบัดนี้จะยังไม่รู้ว่าเงื่อนไขอะไรที่ทำให้เลือกฉากคัทซีนในแต่ละแบบไม่เหมือนกัน) การตัดฉากเหตุการณ์สลับระหว่างเล่นทำได้ดี ไม่เยิ่นเย่อ เล่าเรื่องค่อนข้างฉับไวแต่เต็มไปด้วยเนื้อหา การเลือกวิธีการเล่าแบบสลับไปมา ก็ทำให้รู้สึกไม่น่าเบื่อ และนี่ถือเป็นตัวอย่างการเล่าเรื่องราวที่ดีอีกเกมที่ไม่ควรพลาด แม้แต่กับเกมแนวแอคชั่นที่ขึ้นชื่อว่า เนื้อเรื่องไม่สำคัญ
ดนตรีประกอบถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่สร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจนให้กับ Bayonetta จากโดยปกติที่เกมแอคชั่นมักจะเน้นไปที่ดนตรีแนวร้อค หรือเทคโน แบบที่มี beat หนักๆ แต่กับเกมนี้ Kamiya เลือกที่จะใช้ดนตรีแจ๋ซพร้อมเปียโนแต่มีเมโลดี้ที่ชัดเจนมากพอที่ไม่ทำให้ภาพออกมาเป็นผู้หญิงจ๋าจนเกินไป แม้แต่กับการเลือกเพลง Fly me to the moon มาเป็นดนตรีประกอบตอนสู้ก็ทำได้ดีแบบที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเอามาประกอบเกมแอคชั่นเลือดสาดขนาดนี้ สำหรับคนแต่งเพลงหลักก็คือ Masami Ueda ซึ่งถ้าใครเป็นแฟนทีมสร้างนี้คงจะคุ้นเคยกับผลงานของเธอกันดี (ก็เกมที่กล่าวในพารากราฟแรกทั้งหมดก็เป็นผลงานเธอทั้งนั้นแล่ะ) แต่ก็มีการแบ่งบางส่วนไปให้สตูดิโอนอกช่วยแต่ง ดนตรีประกอบแต่ละส่วนมีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น Theme หลักที่ยังเน้นแนว Gothic ตามสไตล์, ดนตรีประกอบสู้หลักๆที่เน้นไปที่ความสวยงามในการโจมตีของตัวเอก, ดนตรีช่วงสู้กับ Jeanne ที่บ่งบอกถึงความเป็นแม่มดแบบเต็มเปี่ยม หรือแม้กระทั่งดนตรีน่ารักๆในช่วงเหตุการณ์ตลกๆ ระหว่าง Bayonetta กับเพื่อนร่วมเดินทางอย่าง Luka และ Tereza ทุกอย่างถูกวางลงมาได้ค่อนข้างลงตัว และไม่ขัดกัน แม้อารมณ์ของเกมจะเปลี่ยนไปเปลีย่นมาตลอดเวลาก็ตามที
สำหรับการออกแบบฉากและการสร้างกราฟฟิคนั้น หากมองโดยรวมแล้วค่อนข้างติดภาพของ Devil May Cry มาพอสมควร ทั้งในส่วนของ Theme แบบยุโรปโบราณ หรือแม้แต่เหล่าศัตรูที่เป็นเทวดา (ตรงนี้ทำมาตรงกับ DMC4 มากๆ) ถ้าจะให้พูดว่าเกมนี้คือ DMC เวอร์ชั่นผู้หญิงก็คงไม่แปลกมาก ตัวฉากทั้ง 15 ฉากมีความแตกต่างไปเรื่อยๆ จนไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดจะเกิดขึ้นในเมืองเดียวกัน การออกแบบปริศนาในเกมยังคงมีอยู่ แต่จะเน้นไปที่การใช้องค์ประกอบที่มีอยู๋ในเกมแล้วมาใช้มากกว่า และมีจำนวนไม่มาก พอหอมปากหอมคอให้ได้ต้องวิ่งไปวิ่งมาอยู่หลายทีเหมือนกัน (อิอิ)
การออกแบบตัวศัตรูค่อนข้างชัดเจน แต่ละตัวมีหลายรูปแบบและไม่ซ้ำซาก ธีมหลักเน้นไปที่เหล่าเทวดา วิธีการสู้และจัดการศัตรูแต่ละตัว แม้จะไม่ได้แตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ก็ทำให้ได้ลองจัดการหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวละครที่เป็นระดับ Mid Boss บางตัวที่ต้องใช้เวลาปราบกันพอสมควรเลยทีเดียว ตรงนี้เป็นเอกลักษณ์อีกหนึ่งอย่างที่เห็นในเกมของ Kamiya นั่นคือตัวละครบางตัวที่เหมือนจะเป็นบอส แต่ไม่ใช่บอส บางตัวที่เป็น Mid Boss แต่ก็โผล่มาสู้ให้เห็นในฉากทั่วไป แม้แต่ระดับบอสเองก็ยังโผล่มาเหมือนตัวละครธรรมดา เกมไม่ได้ตั้งใจเน้นแยกให้เห็นชัดเจน ว่าตัวไหนอยู่ระดับไหน แต่วิธีการสู้ที่เราต้องใช้จะเป็นตัวบ่งบอกความสามารถของศัตรูแต่ละตัวเองโดยอัตโนมัติ
เกมนี้ไม่มีจุดเซฟ ถ้าปิดเกมแล้วเปิดใหม่ ก็จะเริ่มต้นตั้งแต่ Chapter ล่าสุดที่เพิ่งเล่นไปถึง ระบบ Save Point เป็นแบบเซฟอัตโนมัติตามจุดต่างๆ เกมนี้ไม่มีศัตรูโผล่แบบไม่มีจำกัด หรือว่าโผล่ประปรายรายทาง แต่ทุกจุดที่มีศัตรูโผล่ นั่นคือโซนที่เมื่อคุณเคลียร์โซนนั้นจบ ก็จะได้คะแนนและเหรียญ (ซึ่งเอาไปใช้คำนวนอีกทีตอนจบฉาก) และทุกครั้งที่ผ่านศัตรู ณ จุดนั้นๆ ก็จะเป็นการเซฟผ่าน Checkpoint ไปในตัวโดยอัตโนมัติ ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าถูกฆ่าตายแล้วจะต้องเริ่มใหม่แต่ต้น เพราะคุณจะได้สู้กับศัตรูโซนนั้นต่อได้เลย ฟังดูเหมือนง่าย แต่ก็ไม่ง่าย เพราะเกมนี้ไม่ได้ให้ไอเทมเติมพลังแบบสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะการได้มาซึ่งที่เติมพลังระหว่างเกมนั้นมีน้อย ถ้าซื้อผ่านร้านค้าของ Rodin ก็มีสิทธิ Sold Out ได้ตลอด รวมถึงการเล่นยิง Angel ตอนจบแต่ละฉากก็ไม่ได้ทำให้คุณสามารถซื้อที่เติมพลังได้มากมาย ดังนั้นหลายครั้งผู้เล่นจะพบว่าตัวเองก็กลับมาเล่นจุดเดิม โดยพยายามเน้นให้ผ่านจุดโดยไม่เสียพลังหรือไม่ต้องใช้ไอเทมเติมพลัง (เพราะเสียดาย) มากกว่า
ระหว่างทางจะมีหลายจุดที่เป็นจุดเชื่อมไปยัง Gate of Hell ซึ่งเป็นร้านของ Rodin (คนดำ) ที่ไว้ซื้อไอเทม, อาวุธ, ท่า และ ไอเทมเสริมพวกชุดต่างๆ การเล่นรอบแรกไม่ได้ทำให้คุณสามารถซื้อไอเทมได้ทั้งหมดแน่นอน รวมถึงวิธีการปลดล้อคไอเทมหรืออาวุธบางอย่าง ก็ต้องทำตามเงื่อนไข (เช่นเก็บแผ่นเพลงให้ครบ) โดยส่วนมากผู้เล่นจะได้ใช้เงินไปกับการซื้อท่าต่างๆเพื่อเอามาประกอบคอมโบมากกว่า สำหรับการเล่นรอบแรก และอาจจะรวมไปถึง Accessory บางอันที่ช่วยเสริมพลังให้กับตัวละคร
ระบบการเล่น โดยหลักเน้นไปที่การต่อสู้ตามแนว รูปแบบการต่อคอมโบมีเยอะมากจนจำกันไม่หวาดไม่ไหว จนอาจจะทำให้หลายคนต้องกดรัวๆเอามากกว่า (ระหว่างโหลดจะมีให้ทดลองกดคอมโบด้วย ถ้าอยากเล่นตรงนี้นานๆ ไม่แนะนำให้ Install เพราะจะกดไม่ค่อยทัน 555) โดยส่วนใหญ่เน้นไปที่การกดปุ่มต่อเนื่อง เช่น ต่อย ต่อย ต่อย เตะ เตะ อะไรทำนองนี้ ซึ่งถือว่าสามารถทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้เล่นทั่วไปที่ไม่ค่อยได้จำวิธีการกดหลายรูปแบบมากนักได้ดีมาก อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของระบบต่อสู้เกมนี้คือ Witch Time ที่ถ้าผู้เล่นสามารถกดหลบได้ในจังหวะที่ศัตรูกำลังจะฟันโดนตัว จะกลายเป็นการ Activate เวลาแห่งแม่มด ที่จะทำให้ทุกอย่างรอบตัวช้าลงชั่วขณะ และจะมีประโยชน์อย่างมากเวลาต้องสู้กับศัตรูจำนวนมาก หรือกับตัวที่มีความเร็วสูง การใช้ Witch Time ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ได้ง่ายชนิดที่กดปุ้บติดปั้บ โดยส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การฟังเสียงฟันของศัตรู (แต่ละตัวมีเสียงไม่เหมือนกัน แต่ช่วยได้เยอะเวลาโดนรุมแล้วมองไม่เห็นตัว) ในขณะเดียวกันหากผู้เล่นมัวแต่กดกระโดดหลบตลอดเวลาก็ไม่ได้ช่วยให้ Witch Time ติดง่ายแต่อย่างใด ข้อดีของเกมนี้คือ Ability เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น Witch Time, การกระโดดสองชั้น, ความสามารถในการแปลงร่างเป็นสัตว์ต่างๆ คุณจะได้มาได้เลย (บางอันก็ไปตามเนื้อเรื่อง) โดยไม่ต้องมานั่งเก็บให้เสียเวลา ถือว่าเป็นการประณีประนอมระหว่างการออกแบบเกมยุคใหม่ที่ผู้เล่นมีความขี้เกียจมากขึ้น กับการออกแบบเกมยุคเก่าที่ยังต้องคงความยากและการเก็บของบางอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความสามารถ ได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว นี่พูดรวมถึงระบบจุด Checkpoint ด้วยนะ
จุดนึงที่ดูเหมือนจะเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของ Bayonetta คือกราฟฟิค ตัวเกมมีการออกแบบทั้งตัวละคร, ฉาก และเอฟเฟคมาละเอียดมาก แต่ด้วยพลังความสามารถของโปรแกรมเมอร์ที่ไม่สามารถคลอบคลุมความต้องการของ Director เหล่านี้ได้ทั้งหมด จึงทำให้บางฉากมีอาการกระตุกหรือช้าลงแบบเห็นได้ค่อนข้างชัด (และผมรีวิวด้วยเวอร์ชั่น 360 นะ ไม่ใช่ PS3) ตัวโมเดลตัวละครที่ดูเหมือนจะสวย แต่หากสังเกตดีๆในบางจุด ทีม Modelling ไม่สามารถซ่อนความเหลี่ยมของตัวละครได้ดีเท่าไหร่นัก โชคดีที่ Bayonetta พยายามเน้นไปที่เฟรมเรตระดับ 60 FPS ทำให้การตกของภาพในบางครั้งไม่ได้เสียหายมากนักจนทำให้เล่นไม่ได้ เพราะต้องยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนจอของเกมนี้ มันมากมายซะจนจับรายละเอียดกันไม่ถูกเลยในบางครั้ง
ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจรึเปล่า แต่ Bayonetta มีการอ้างอิงถึงเกมเก่าๆของทีมสร้างทีมนี้ไว้เยอะแยะมากมาย หากพูดถึง สัตว์อสูรของนางเอกที่เป็นแมงมุมเหมือนบอสใน DMC ภาคแรก, คำพูดติดปากอย่าง Let's Rock Baby, คำพูด Rodin ที่ว่า What are you buying? และอื่นๆอีกมากมาย มันแทบจะเป็น Fan service ให้แก่แฟนๆเกม Capcom ทั้งหลายเลยก็ว่าได้ ที่สำคัญคือเกมนี้มีมุข เยอะมาก ทั้งความเก๋า ความเท่ห์ และฉากกวน Teen หลายๆฉากที่เล่นเอาถึงกับขำก้ากออกมาได้ ต้องถือว่าไม่ธรรมดา อ้อ อีกอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือรูปแบบการเล่นที่ถ้าหวังว่าจะได้เจอแต่การกดคอมโบแบบเอาเป็นเอาตายนี่ คิดผิด เพราะคุณจะได้ขับทั้งมอเตอร์ไซต์, ยานยิง (เล่นแล้วนึกถึงเกม Galaga อย่างบอกไม่ถูก) หรือแม้แต่การกดปุ่มแบบ Active Time Event ก็มีให้เห็นกันหลายจุด จะพูดไป แม้แต่ตอนสู้เองกดคอมโบเสร็จ ถ้าได้กดปุ่มลงทัณศัตรู คนเล่นก็ได้กดปุ่มรัวกันจนมือหงิกเช่นเดียวกัน ความหลากหลายที่ประดังเข้ามาเพื่อไม่ให้รู้สึกเบื่อเรียกได้ว่า เยอะมากจริงๆ

ก็ไม่มีอะไรจะพูดเพิ่มเติมอีกแล้วครับ Bayonetta ให้ประสบการณ์ที่ครบจริงๆ ส่วนตัวแม้มันจะไม่ได้ถึงขั้นปฏิวัติชนิดที่เป็นอะไรแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่มันก็เป็นเกมที่ให้ความรู้สึกอิ่มหลังเล่นจบอย่างแท้จริงๆ Bayonetta อาจจะไม่ใช่ 40/40 แบบ Zelda Ocarina หรือ Soul Calibur ที่ยุคนั้นต้องอู้หูอ้าหา แต่มันก็เป็นเกม 40/40 ที่เหมาะสมและเคียงข้างได้กับเกมอย่าง MGS4, FF12 หรือ Monster Hunter 3 แน่นอนครับ อย่าพลาดเด็ดขาดล่ะ ประสบการณ์ดีๆแบบนี้ ไม่ได้มีมาให้เล่นกันบ่อยนะจ้ะ
Let's Dance Boy
Mini Review
เป็น เกมที่ผสมผสามการต่อสู้ด้วยการกดปุ่มต่อเนื่อง ซึ่งติดง่าย หลากหลาย และลื่นไหล ทำให้เกมสนุกกับการทำคอมโบมาก และยังรวมไปถึงซีนทรมานศัตรูด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กิโยติน กงล้อหนาม ฯลฯ ถ้าหลบศัตรูได้ทันเวลา จะเป็นการเข้า Witch Time ทำให้ป้าบาโยเราโฟกัสได้ดีขึ้น ศัตรูรอบข้างจะช้าลง ทำให้ฟาดคอมโบมันส์ได้อีก และเนื่องจากป้าเค้าใช้ผมโจมตีศัตรู ทำให้ผมที่ห้อหุ้มร่างกายป้าจะหลุดออกถ้าใช้พลังจากผมเต็มที่ ส่งผลให้เห็นเนื้อหนังมังสาวับๆ แวมๆ ของป้าอีกด้วย แถมเรายังเปลี่ยนแรงดึงดูดได้เวลาโดนแสงจันทร์ และยังเปลี่ยนร่างเป็นโอคามิ เอ้ยหมาป่าได้ เพิ่มความหลากหลายของตัวเกมมากขึ้น กราฟฟิคของเกมสวยงามอลังการและกว้างพอควร แต่ของ PS3 ภาพจะดรอปลงนิดหน่อย ด้านเพลงประกอบถือได้ว่าเป็นการนำเพลงแจ้สมาเข้ากันกับความโหดได้เป็นอย่าง ดี เพลงฟังเพราะและเพลินมากๆ ทั้งเสียงพากษ์ของป้าเองที่ติดสำเนียงอังกฤษมาแบบเริ่ดๆ เชิ่ดๆ ระบบไอเท็มจะเป็นการเก็บวงแหวนไปอัพเกรด หรือซื้อของต่างๆ ทั้งยังมีมินิเกมให้เล่นพอหนุกหนาน สรุปแล้วก็เป็นอีกเกมที่ทำออกมาได้เพลินเพลิน จนบางทีคุณอาจหลังรักป้าอว่นบาโยเลยก็เป็นได้ : Natarn
องค์ประกอบต่างๆ ของเกมโดยรวม ทำได้ดี คัทซีน อีเวนท์ต่างๆ มีสเน่ห์ดึงดูดในตัวของมันเอง คอมโบต่างๆที่มากมาย กดยังไงก็ไม่หมด ลูกเล่นที่สอดแทรกวิธีการเล่นได้หลากหลาย รวมถึงอาวุธต่างๆที่สรรหาให้เลือกใช้ เพลงประกอบต่างๆ ทั้งแบบมีเสียงร้องและไม่มีเสียง ทำออกมาได้ไพเราะมากๆ และเข้ากับตัวเกมอย่างไม่ติดขัด มีระดับความยากให้เล่นตั้งแต่ ง่ายที่สุด ไปจนถึง ยากที่สุด ซึ่งระดับ Hard นั้น ค่อนข้างจะยากมากๆ เนื่องจากถ้าไม่ถนัดการใช้ Witch Time แล้วหล่ะก็ แทบจะเล่นกันไม่ได้เลยทีเดียว ถึงแม้โดยรวม เกมจะไม่สั้นไม่ยาวมาก แต่ก็คุ้มค่ากับการที่ได้เล่นเกมแอคชั่นสไตล์แบบใหม่ ที่เรียกกันว่า Infinite Climax Action เกมนี้ เบยอนเนตต้า : Kyle